ทองคำ ถือเป็นการออม ในรูปแบบหนึ่ง ที่อยู่กับสังคมไทย มาช้านาน โดยการซื้อขายทอง ในประเทศไทย จะเป็นไปในลักษณะ การซื้อขาย โดยผู้ซื้อ และผู้ขาย ตกลงกันเอง ไม่ได้ผ่านตลาดการค้า และมีการแลกเปลี่ยนสินค้า (Physical products) เกิดขึ้นจริง ณ ราคาซื้อ-ขาย ที่กำหนดในแต่ละวัน โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ คือบุคคลทั่วไป และจะเป็นการซื้อขาย ทองรูปพรรณ ในรูปของเครื่องประดับต่างๆ เช่น สร้อยคอ, กำไล, ต่างหู, ฯลฯ เพื่อสวมใส่เอง หรือเป็นของกำนัล ในเทศกาลต่างๆ มากกว่าที่จะนิยมซื้อ ในรูปของทองคำแท่ง ซึ่งแตกต่างจากในต่างประเทศ ที่การซื้อขายส่วนใหญ่ จะกระทำโดย นักลงทุนทั้งสถาบัน และรายย่อย มีการซื้อขาย ทั้งที่ส่งมอบในปัจจุบัน กับการซื้อขาย ผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และมีความหลากหลาย ของสินค้ามากกว่า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ทองคำเป็นทางเลือก ในการออมอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีความน่าสนใจ เมื่อพิจารณา ถึงข้อดีต่างๆ ของการซื้อทองคำ เช่น เป็นแบบการออม ที่มีความปลอดภัย, มีราคาซื้อขาย ที่ประกาศให้ทราบ อย่างแน่ชัด ในแต่ละวัน, เป็นการรักษา ความมั่งคั่ง ให้กับผู้ถือครอง ในระยะยาว จากการเปรียบเทียบ การเพิ่มขึ้น ของราคาทองคำ กับอัตราเงินเฟ้อ ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาได้พลว่า การเพิ่มขึ้น ของราคาทองคำ จะมากกว่า การเพิ่มขึ้นขึ้น ของอัตราเงินเฟ้อ ยกเว้นในช่วงกลางปี 1999 มีสภาพคล่องสูง เนื่องจากทองคำ ทั้งทองคำแท่ง และทองรูปพรรณ สามารถนำไปขาย เพื่อแลกเปลี่ยน เป็นเงินสด ได้ง่าย ผ่านทางค้าทองทั่วไป ในราคารับซื้อ ซึ่งได้กำหนดไว้ในแต่ละวัน, มีความเป็นอิสระ จากผลตอบแทน ของหลักทรัพย์ ประเภทอื่น ๆ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการคำนวณ หาค่าความสัมพันธ์ ของผลตอบแทน ที่ได้จากทองคำ กับหุ้น, พันธบัตร และเงินฝาก ธนาคารพาณิชย์ ในแต่ละเดือน ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา และพบว่า ค่าความสัมพันธ์ ต่อกันอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ทองคำ เป็นอีกทางเลือก ในการกระจายความเสียง จากการลงทุน ในยามที่คาดว่า อัตราผลตอลบแทน จากตลาดหุ้น หรือราคาพันธบัตร มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจซื้อทองคำนั้น ควรจะต้องคำนึงถึงต้นทุนในด้านอื่น ๆ เช่น
ต้นทุนในการเก็บรักษา เนื่องจาก การซื้อขายทองคำ จะมีการแลกเปลี่ยน สินค้าเกิดขึ้นจริง แตกต่างจากการลงทุน ในหุ้น ที่ไม่จำเป็น จะต้องมีการแลกเปลี่ยนจริง เกิดขึ้นก็ได้ ทำให้ผู้ซื้อทอง จะต้องรับผิดชอบ ในการเก็บรักษาเอง หรือนำไปฝาก กับธนาคาร แต่ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียม ในการเก็บรักษาเพิ่ม
ส่วนต่างระหว่างราคา ซื้อ-ขาย โดยปกติแล้ว ราคารับซื้อ และขายออก ของทองคำแท่ง จะมีส่วนต่า งอยู่ที่ประมาณ 100 บาท โดยราคาขาย จะสูงกว่า ราคารับซื้อ ส่วนการขายทองรูปพรรณนั้น ร้านค้าทองต่างๆ จะพวกเพิ่มค่ากำเหน็จ ไปในราคาขายด้วย โดยเฉลี่ยแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 200 บาทขึ้นไปต่อเส้น นอกจากนั้น ในการรับซื้อทอง มักจะมีการหักค่าเสื่อม จากราคาทองรูปพรรณ ที่รับซื้ออีกด้วย
การถือครอง ทองคำ ไม่ได้มีการระบุกรรมสิทธิ์ ความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ทำให้มีความเสี่ยง จากการถูกลักขโมย และนำไปขายต่อได้ แตกต่างกับการซื้อพันธบัตร ที่ต้องมีการระบุ ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร หรือการซื้อหุ้น ที่จะต้อง มีการเปิดบัญชีซื้อขาย กับโบรกเกอร์ ทำให้ การแอบอ้าง ความเป็นเจ้าของ ในหลักทรัพย์ ทำได้ยาก
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญ ที่มีส่วนกำหนด ราคาทองคำ ในประเทศนั้น ได้แก่ ราคาทองคำ ในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยน ระหว่างเงินบาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากประเทศไทย ต้องพึ่งพิง การนำเข้าทองคำ จากต่างประเทศ เป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาทองคำ ในประเทศ มีการปรับตัว ไปในทิศทางเดียวกับ ราคาทองในตลาดโลก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แนวโน้ม การปรับตัวสูงขึ้น ของราคาทองคำ ในตลาดโลก จากระดับปัจจุบัน จะเป็นอีกปัจจัย ที่ช่วยหนุน ให้ทองคำ เป็นทางเลือกหนึ่ง ในการออมที่น่าสนใจ โดยปัจจัย ที่ช่วยหนุน การปรับตัวเพิ่มขึ้น ของราคาทองคำ ในตลาดโลก ได้แก ่ความต้องการซื้อทองคำ แทนที่การลงทุน ในสินทรัพย์ สกุลดอลลาร์ เนื่องจากคาดว่า แนวโน้มการอ่อนค่า ของเงินดอลลาร์ จะยังคงดำเนินต่อไป จากความวิตกกังวล ของนักลงทุน เกี่ยวกับปัญหา การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลงบประมาณ ของสหรัฐ ซึ่งจะเป็น แรงผลักดัน ให้นักลงทุน หันไปให้น้ำหนัก กับการลงทุน ในหลักทรัพย์ ที่อยู่ในรูป เงินตราต่างประเทศ สกุลอื่นๆ รวมไปถึงทองคำมากขึ้น
โดยข้อมูลจาก World Gold Council ได้ระบุว่า ในปี 2004 นั้น ความต้องการซื้อทองคำ ในโลกอยู่ที่ประมาณ 3,484 ตัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ8.2 จาก 3,221 ตันในปี 2003 ปริมาณทองคำ ในตลาดโลก ที่มีแนวโน้มลดลง อันเป็นผลมาจาก ปริมาณทองคำ ที่ผลิตจากเหมืองต่าง ๆ อยู่ที่ประมาณ 2,034 ตัน ลดลงจากปี 2003 ซึ่งผลิตได้ 2,313 ตัด ถึงร้อยละ 12 นอกจากนั้น ข้อตกลงระหว่างธนาคาร กลางประเทศต่างๆ 15 ประเทศในยุโรป (The 2nd Central Bank Gold Agreements : CBGA 2) ได้กำหนดให้ ธนาคารเหล่านั้น สามารถขายทองคำ ได้สูงสุดไม่เกินปีละ 500 ตัน และยอดขายรวมตลอด 5 ปีข้างหน้า (2005-2009) ไม่เกิน 2,500 ตัน
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่า ของเงินดอลลาร์ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ ความต้องการ ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีความเป็นไปได้ ที่ธนาคารกลางเหล่านั้น จะขายทองคำน้อย กว่าที่ระบุในข้อตกลง โดยทองคำ ที่ยอดขาย โดยธนาคารกลาง ของประเทศต่างๆ ในโลกในปีที่ผ่านมา ลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 19.4 จากปี 2003
ทิศทางของปริมาณ ทองคำในตลาดโลก ในปีนี้ คงจะต้อง ขึ้นอยู่กับผลการประชุมระหว่าง IMF กับรัฐมนตรีคลัง ในกลุ่มประเทศจี 7 ในเดือน เม.ย. นี้ เกี่ยวกับการนำทองคำของ IMF มาช่วยชำระหนี้ ให้ประเทศที่ยากจน ว่าจะมีข้อสรุปเช่นใด ซึ่งหากว่าการประชุมดังกล่าวมีข้อสรุปให้ IMF ขายทองคำ ออกมา ก็อาจจะกดดันให้ ราคาทองคำ ในตลาดโลกปรับตัวลดลงได้
ในส่วนของปัจจัย ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนนั้น เนื่องจากราคาทองคำ ในตลาดโลกถูกกำหนด ในรูปของเงินดอลลาร์ การอ่อนค่าลงของดอลลาร์ จะทำให้ราคาทองคำ ในสกุลเงินนั้น ๆ ถูกลงได้ ทำให้ต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างราคาทองคำ ในตลาดโลก ในรูปเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น กับราคาทอง ที่ลดลงเมื่อแปลงให้อยู่ในรูปเงินบาท ว่าผลกระทบด้านใด จะมากกว่า ซึ่งจากการคำนวณ หาค่าความสัมพันธ์ระหว่างเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินบาท กับราคาทองคำในประเทศตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมานั้น พบว่าในช่วงเวลาที่เงินดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินบาทนั้น ราคาทองคำในประเทศมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า การซื้อทองคำ ในประเทศไทย สามารถจะเป็น รูปแบบการลงทุน ประเภทหนึ่ง ที่ได้รับความนิยม เพิ่มมากขึ้นได้ในอนาคต นอกจากการเป็นเครื่องประดับ ทั้งนี้ คงจะต้องอาศัย ความร่วมมือกัน จากทั้งภาครัฐ และเอกชน ในด้านต่างๆ เช่น การเพิ่มสภาพคล่อ งและปริมาณ การซื้อ-ขายทอง โดยการสนับสนุน ให้นักลงทุน สถาบันต่าง ๆ เข้ามีบทบาท ทั้งการเป็นผู้ซื้อ และผู้ขาย จากในปัจจุบัน ที่การซื้อขาย จะอยู่แต่ในกลุ่มรายย่อย
การส่งเสริม ให้มีการออกตราสารต่างๆ ที่อ้างอิงกับทองคำ เช่น ตั๋วทองคำ หรือหุ้นกู้อนุพันธ์ ที่มีผลตอบแทน อิงกับราคาทอง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุน ในการเก็บรักษาทองคำจริง ตลอดจนการผลักดัน ให้ทองเป็นสินค้าที่สามรถ ซื้อขาย ในตลาดล่วงหน้าได้ เช่นเดียวกับ ในต่างประเทศ การประชาสัมพันธ์ การทำการตลาด และสนับสนุน ให้เห็นถึงข้อดี ของการลงทุนในทองคำเพิ่มมากขึ้น โดยการลงทุน ในรูปแบบอื่น ๆ ทั้ง หุ้น, หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ล้วนแล้ว แต่มีการประชาสัมพันธ์ และมีการแข่งขันกัน ทำการตลาดเพื่อดึงดูดนักลงทุน อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับการลงทุนในทองคำยังมีอยู่ค่อนข้างน้อยในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การซื้อทองคำ จะเป็นช่องทาง การลงทุน ที่มีความน่าสนใจ แต่ก็เป็นการลงทุน ที่มีความเสี่ย งจากการเปลี่ยนแปลง ของอัตราผลตอบแทน เช่นเดียวกันกับ การลงทุนในตราสารประเภทอื่นๆ ซึ่งนักลงทุนจะต้องพิจารณา ให้รอบคอบ ก่อนการตัดสินใจลงทุนเช่นกัน..
|